ขนาดของกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจความคิดเห็น

งานวิชาการทางสังคมศาสตร์ของไทยจำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธีการสำรวจความคิดเห็น และใช้วิธีสุ่มเพื่อให้ผลการสำรวจมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนั้น ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐก็มักใช้การสำรวจความคิดเห็นเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการปฏิบัติงาน และเริ่มกำหนดเกณฑ์คุณภาพของการสำรวจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์เกี่ยวกับกลุ่ม

กล่าวได้ว่าในการเสนอกรอบแนวคิดงานสำรวจความเห็นในประเทศไทย มักต้องกำหนดวิธีการสุ่ม กลุ่มเป้าหมาย และขนาดของกลุ่มตัวอย่างจนเหมือนจะกลายเป็นเงื่อนไขมาตรฐานไปแล้ว

เหตุที่การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างมีบทบาทสำคัญในการออกแบบโครงงานสำรวจความคิดเห็น  เป็นเพราะงานสำรวจความคิดเห็น (survey) ใด ๆ ล้วนมี “ต้นทุน” ซึ่งหมายรวมถึง เงิน เวลา และทรัพยากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อจำกัดเรื่องต้นทุนนี้ ที่ผ่านมาทำให้ผู้สำรวจไม่อาจสอบถามความคิดเห็นของประชากรทั้งหมดได้  การสุ่มตัวอย่างทำให้การอนุมานความคิดเห็นของประชากรเป็นไปได้ภายในต้นทุนงบประมาณที่กำหนด

แต่การสุ่มตัวอย่างอย่างมีคุณภาพเท่านั้น ที่จะทำให้นำผลการสำรวจไปใช้ได้อย่างมั่นใจ

หลักการสุ่มตัวอย่างโดยกำหนดระดับชั้นของการสุ่ม – stratified sampling เป็นวิธีการสำคัญที่เป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ด้านการสำรวจความคิดเห็น ผู้วางรากฐานนี้คือ Jerzy Neyman*  งานเขียนของเขาซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1934 เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็น “ศาสตร์” ของการสำรวจความคิดเห็น อันอาจมองได้ว่าเป็นอีกสาขาวิชาหนึ่งโดยแยกออกมาเป็นเอกเทศได้

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1930s เป็นต้นมา การมีหลักวิชาการสุ่มที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ ทำให้เกิดความนิยมการสำรวจความเห็นกันมากขึ้น ทั้งในแวดวงวิชาการ สื่อมวลชน และการตลาด ด้วยความเชื่อว่าการสำรวจทางสังคมที่สุ่มตัวอย่างโดยคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างให้เหมาะสมกับระดับความเชื่อมั่นที่ต้องการเท่านั้นจะทำให้ผลการสำรวจความเห็นสะท้อนความเห็นที่แท้จริงของประชากรได้

การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง มีวิธีการคำนวณที่สัมพันธ์กับจำนวนประชากรและระดับของช่วงความเชื่อมั่น โดยทั่วไป นักวิจัยเมืองไทยมักใช้วิธีลัดโดยการอ้างอิงตารางที่มีผู้คำนวณไว้แล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่มีความสันทัดทางสถิติที่คำนวณด้วยสูตรได้เอง

อันที่จริงหากย้อนกลับไปดูเป้าหมายตั้งต้นของการสำรวจความคิดเห็น ซึ่งก็คือ การได้ทราบความคิดเห็นของประชากรทั้งหมด จะเห็นว่าคุณภาพของผลการสำรวจอยู่ที่คุณภาพการออกแบบและดำเนินการสำรวจที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในสองเรื่องหลัก ๆ ได้แก่

  1. กลุ่มคนที่ได้สำรวจ เป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมายจริง
  2. คำตอบของกลุ่มตัวอย่างที่ได้มา เป็นคำตอบที่ตรงกับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจริง

ลำพังเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่อาจทำให้งานสำรวจความเห็นได้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้  ดังนั้น ในการออกแบบและดำเนินการสำรวจความเห็นจะต้องใส่ใจควบคุม ลดทอน และแก้ไขความคลาดเคลื่อนในด้านต่างๆ ที่มากเกินกว่าการสุ่มตัวอย่างและการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างมาก  เช่น เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มคนที่ได้สำรวจ เป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมายจริง จะต้องมีวิธีสุ่มที่เหมาะสม และต้องดำเนินการให้มั่นใจว่ากลุ่มตัวอย่างมีความกระจายเชิงสุ่มจริงๆ โดยประชากรทุกคนมีโอกาสที่จะได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง มีเครื่องมือสุ่มและวิธีการสุ่มที่ไม่กีดกันกลุ่มคนบางประเภท  และมีช่องทางเข้าถึงประชากร  และเพื่อให้แน่ใจว่าคำตอบของกลุ่มตัวอย่างที่ได้มา เป็นคำตอบที่ใช้ได้จริง ก็จะต้องพิจารณาความเหมาะสมของเครื่องมือ  เช่น ใช้ภาษาเหมาะสม เอกสารไม่ตัวเล็กเกินไป ไม่มากเกินไปจนผู้ให้ความคิดเห็นรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะทำจนจบ ฯลฯ ตลอดจนคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในเชิงจิตวิทยา เช่น หากคำถามมีความละเอียดอ่อนหรืออาจมีผลกระทบเชิงหน้าที่การงานต่อผู้ตอบ หรืออาจทำให้ผู้ตอบเสียภาพลักษณ์ จะทำให้คำตอบคลาดเคลื่อนหรือไม่  รวมทั้งคุณภาพมาตรฐานและการกำกับควบคุมตัวผู้วิจัยผู้สัมภาษณ์ให้วางตัวอย่างเป็นมืออาชีพและเป็นกลางในการเก็บข้อมูล เป็นต้น

โครงงานสำรวจความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย มิได้กำหนดเกณฑ์ชัดเจนในเรื่องที่เกี่ยวกับการควบคุม ลดทอน และแก้ไขความคลาดเคลื่อนด้านต่าง ๆ  ทั้ง ๆ ที่ความคลาดเคลื่อนเหล่านี้อาจส่งผลต่อการสำรวจความเห็นได้อย่างมาก

ความคลาดเคลื่อนที่สำคัญที่แทบไม่มีการกล่าวถึงในแวดวงการสำรวจความเห็นในประเทศไทย คือความคลาดเคลื่อนประเภท “Non Response Error”  – การไม่ตอบ  ทั้งการไม่ตอบรายข้อและรายคน เพราะหากมีผู้ไม่ตอบจำนวนมากก็จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการสำรวจในระดับที่ผู้วิจัยยอมรับไม่ได้ บางครั้งผู้สำรวจก็มักแก้ไขปัญหาโดยการปรับกรอบการสุ่มให้แคบลงโดยมุ่งเน้นเฉพาะนักศึกษาในสถาบันเดียวกัน หรือใช้รายชื่อจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ เนื่องจากเข้าถึงง่ายและสามารถติดตามผลได้ง่าย แต่กรอบการสุ่มดังกล่าวมักไม่ใช่กรอบที่ถูกต้องในการอ้างอิงไปยังประชากรทั้งหมด ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนอีกด้านหนึ่งที่เรียก “Coverage error” ซึ่งสังเกตพบได้ยากกว่า แต่ก็สร้างความคลาดเคลื่อนที่มีผลไม่น้อยกว่า Non Response Error  ดังนั้นในเรื่องนี้ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างไม่อาจช่วยอะไรได้

และเมื่อคำนึงถึงว่า ความคลาดเคลื่อนอาจจัดได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือความคลาดเคลื่อนแบบสุ่ม (random) และความคลาดเคลื่อนที่มีแบบแผน (bias)  ก็จะเห็นได้ไม่ยากนักว่าความคลาดเคลื่อนที่มีแบบแผนจะส่งผลเสียต่อคุณภาพของการสำรวจมากกว่า เพราะอาจทำให้ผลการสำรวจเอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่งที่แตกต่างไปจากค่าเฉลี่ยความคิดเห็นที่แท้จริง หากไม่สามารถป้องกันความคลาดเคลื่อนได้ทั้งหมด อย่างน้อยก็จำเป็นต้องใส่ใจความคลาดเคลื่อนแบบ bias นี้ก่อน

หากจะจัดประเภทของความคลาดเคลื่อน  การมีขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (หรือกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสำรวจกลับมา) น้อยหรือมากกว่าค่าที่คำนวณได้ หรือที่อ้างอิงจากตารางที่มีผู้คำนวณไว้แล้ว  ก็ย่อมจะเป็นความคลาดเคลื่อนแบบ random  จึงน่าจะมีความสำคัญน้อยกว่าแง่มุมอื่น ๆ ของการออกแบบและวิธีดำเนินการสำรวจความเห็น

นอกจากนี้ ในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่  จำนวนการตอบกลับที่มากหรือน้อยกว่าที่คาดหวังนอกจากจะมีลักษณะ random แล้ว ยังจะยิ่งมีผลกระทบน้อยลงกว่าที่คาด  อีกทั้งในกรณีที่การสำรวจมีต้นทุนต่อหน่วยถูก เช่นการสำรวจแบบออนไลน์  ก็สามารถสุ่มสำรวจในปริมาณที่มากเกินกว่าจำนวนขั้นต่ำที่คำนวณได้โดยแทบไม่เป็นภาระเพิ่มเติม

ดังนั้น หากจะถามว่าขนาดของกลุ่มตัวอย่างควรเป็นเท่าไรในการสำรวจความคิดเห็น ควรถามหลังจากที่ตอบตัวเองได้แล้วว่า จะออกแบบการสำรวจอย่างไร ให้สั้น กระชับ ไม่เป็นภาระจนกระทั่งกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงไม่ให้ความร่วมมือในการตอบ และจะกำหนดกรอบการสำรวจอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายมีการกระจายตัวโดยสุ่มอย่างแท้จริง  ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมคือขนาดที่เป็นไปได้ในกรอบวงเงินงบประมาณและเวลาที่กำหนด  กล่าวโดยสรุปคือ ออกแบบการสำรวจโดยรวมดีพอหรือยัง

อันที่จริง เรื่องของฐานแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับงานสำรวจนี้ มีนักคิดและนักปฏิบัติสาย Total Survey Error ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพทุกด้านของการสำรวจ และมีบทบาทเป็นที่ยอมรับมานานตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980s ในวงการสำรวจวิจัยระดับสากลแล้ว ดังนั้น จึงเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า sampling error เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนหนึ่งในบรรดาความคลาดเคลื่อนทั้งหมดที่เป็นไปได้  และอาจไม่ใช่ความคาดเคลื่อนที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกด้วยซ้ำ

งานสำรวจในเมืองไทยไม่น้อยยังวนเวียนอยู่กับหลักเกณฑ์การสุ่มที่พัฒนาขึ้นเมื่อ 80 ปีที่แล้ว และยังตั้งคำถามที่วงการสำรวจความเห็นได้ตอบไปแล้วหลายสิบปี

*************************

*  Neyman, Jerzy. (1934). On the Two Different Aspects of the Representative Method: The Method of Stratified Sampling and the Method of Purposive Selection. Journal of the Royal Statistical Society, Vol. 97, No. 4 (1934), pp. 558-625.

 

Advertisements